นวัตกรรมการรมแก๊ส SO2 แบบบังคับอากาศแนวตั้ง

การรมแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ด้วยระบบบังคับอากาศแนวตั้งสำหรับลำไยสด

กระบวนการรมแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) กับผลิตผลสดทางการเกษตร ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้กับผลองุ่น ผลลำไย และผลลิ้นจี่ ภายหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้มีอายุการเก็บเก็บรักษาหรืออายุการวางจำหน่ายยาวนานขึ้น สำหรับประเทศไทยแล้ว ส่วนใหญ่นำมาใช้กับผลลำไยสด เพื่อควบคุมโรคและป้องกันการเกิดสีน้ำตาลบนเปลือกผล ทำให้ผลลำไยมีสีเปลือกสวยงามและสามารถยืดอายุการเก็บรักษาในระหว่างการขนส่ง รวมถึงการวางจำหน่าย ณ ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้

แต่ในปัจจุบันการรมแก๊ส SO2 กับผลลำไยสดของประเทศไทยมักมีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณ SO2 ตกค้างสูงกว่าเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้ากำหนดไว้ โดยเฉพาะประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าผลลำไยสดรายใหญ่ที่สุด ได้กำหนดเกณฑ์สูงสุด (MRL, Maximum Residue Level) ของปริมาณ SO2 ตกค้างในผลลำไยสดไว้ที่ 50 พีพีเอ็ม จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงได้มีการดำเนินงานวิจัยโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการรมแก๊ส SO2 กับผลลำไยสด โดยได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเทคนิคด้วยการนำแก๊ส SO2 บริสุทธิ์ที่บรรจุในถังอัดความดัน (Directly SO2 gas) มาใช้ทดแทนการเผาผงกำมะถัน รวมทั้งนำระบบบังคับอากาศแนวตั้ง (Vertical fored-air) มาใช้ทดแทนระบบหมุนเวียนอากาศแบบปกติ (Circulating-air) ดังนั้นจึงสามารถลดระดับความเข้มข้นของแก๊ส SO2 หลังสิ้นสุดการรมให้เหลือเพียง 4,000 -6,000 พีพีเอ็ม ผลที่ตามมาคือ ช่วยให้ผลลำไยสดมีปริมาณ SO2 ตกค้างในส่วนเนื้อผลหลังจากรมทันทีประมาณ 15-20 พีพีเอ็ม แต่ยังคงควบคุมโรคและป้องกันการเกิดสีน้ำตาลบนเปลือกผลลำไยได้ไม่ต่ำกว่า 20 วัน ที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะเด่นที่สำคัญของระบบรมแก๊ส SO2 แบบบังคับอากาศแนวตั้ง

ระบบรมแก๊ส SO2 กับผลลำไยสดด้วยการบังคับอากาศแนวตั้ง เป็นระบบที่สามารถช่วยลดปริมาณ SO2 ตกค้างในผลลำไยสด ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับการยอมรับของประเทศคู่ค้าหรือการส่งออกผลิตผลเกษตรในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้มีการนำเอาแก๊ส SO2 บริสุทธิ์ที่บรรจุในถังอัดความดันมาใช้ทดแทนแก๊ส SO2 ที่ได้จากการเผาผงกำมะถัน ซึ่งช่วยให้กระบวนการรมแก๊ส SO2 กับผลลำไยสดของประเทศไทยมีมาตรฐานหรือได้รับการยอมรับจากต่างชาติมากขึ้น

หลักการทำงานของระบบบังคับอากาศแนวตั้ง

ประกอบด้วยพัดลมแบบท่อ ซึ่งทำหน้าที่ดูดอากาศหรือแก๊ส SO2 ภายในห้องจากด้านล่างพาเลทรองรับตะกร้าบรรจุผลลำไยสดขึ้นสู่ฝาชีครอบท่อลมด้านบน โดยมีผ้าใบทำหน้าที่เสมือนเป็นท่อลมเพื่อช่วยบังคับแก๊ส SO2 ให้ไหลจากด้านล่างของพาเลท ผ่านขึ้นไปยังตะกร้าบรรจุผลลำไยสด ดังนั้นจึงทำให้แก๊ส SO2 มีโอกาสสัมผัสผลลำไยสดได้ทั่วถึงตลอดทั้งหน้าตัดของตะกร้า จากนั้นแก๊ส SO2 จะไหลเข้าสู่ฝาชีครอบท่อลมและพัดลม แล้วกระจายสู่เพดานห้องอย่างอิสระ ก่อนที่จะถูกดูดเข้าบริเวณชายผ้าใบด้านล่างเป็นวัฏจักรหมุนเวียน จากหลักการทำงานดังกล่าว จึงช่วยให้แก๊ส SO2 สัมผัสกับผลลำไยได้ดียิ่งขึ้น และสามารถลดระดับความเข้มข้นแก๊ส SO2 หลังสิ้นสุดการรมให้เหลือเพียง 4,000-6,000 พีพีเอ็ม

ขนาดห้องรมและปริมาณการใช้แก๊ส SO2

ขนาดห้องรมแก๊ส SO2 มีอยู่ 2 รูปแบบคือ ขนาด 4 ตัน หรือมีปริมาตรห้อง 51.50 ลูกบาศ์กเมตรและขนาด 6 ตัน หรือมีปริมาตรห้อง 60.75 ลูกบาศ์กเมตร ซึ่งขนาด 6 ตันเป็นห้องรมที่นิยมนำมาใช้ในเชิงการค้า โดยมีชุดพัดลมและฝาชีครอบจำนวน 3 ชุด ดังนั้นจึงสามารถรมผลลำไยสดได้ตั้งแต่ 3 พาเลท ถึง 9 พาเลท (180 ตะกร้า ถึง 540 ตะกร้า) ขึ้นอยู่กับปริมาณผลลำไยสดที่มีอยู่ แต่สำหรับห้องขนาด 4 ตัน สามารถรมผลลำไยสดได้ตั้งแต่ 2 พาเลท ถึง 6 พาเลท (120 ตะกร้า ถึง 360 ตะกร้า) และกรณีที่ใช้ระดับความเข้มข้นแก๊ส SO2 หลังสิ้นสุดการรมเท่ากับ 6,000 พีพีเอ็ม จึงนำมาใช้คำนวณปริมาณแก๊ส SO2 ที่ต้องปล่อยเข้าไปในเข้าไปในห้องได้ ดังตารางที่ 1 และตารางที่ 2

ตารางที่ 1 ปริมาณการใช้แก๊ส SO2 กับผลลำไยสด สำหรับห้องรมแก๊ส SO2 ขนาด 60.75 ลูกบาศ์กเมตร

ตารางที่ 2 ปริมาณการใช้แก๊ส SO2 กับผลลำไยสด สำหรับห้องรมแก๊ส SO2 ขนาด 51.50 ลูกบาศ์กเมตร

Copyright © 2018. All rights reserved.