หน้าแรก

เทคโนโลยีการรมแก๊ส SO2 แบบบังคับอากาศแนวตั้งเพื่อใช้ปฏิบัติในเชิงพาณิชย์และยกระดับการส่งออกลำไยสด

longon
previous arrow
next arrow
Slider

วิสัยทัศน์
การผลักดันให้เกิดการใช้ระบบการรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ด้วยระบบบังคับอากาศแนวตั้งกับลำไยสดเพื่อส่งออก จะเป็นการยกระดับการส่งออกลำไยสดของไทย มุ่งสู่มาตรฐานอาหารปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มาของโครงการ
ลำไยเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้และเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่มีมูลค่าสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2556-2560) จากการรายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้ม ปี 2561 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดโดยเฉพาะผลลำไยสด โดยในปี 2556 มูลค่าการส่งออกของผลลำไยสดอยู่ที่ 8,503 ล้านบาท และเพิ่มสูงขึ้นเป็น 17,000 ล้านบาท ในปี 2560 คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 20.42 ต่อปี

ปัจจุบันเทคนิครมแก๊ส SO2 ที่ผู้ประกอบการนิยมใช้ ส่วนใหญ่จะใช้แก๊ส SO2 ที่เกิดจากการเผาผงกำมะถันร่วมกับการเปิดพัดลมหมุนเวียนในห้องรม เทคนิคดังกล่าวมีการพัฒนาและใช้งานมากว่า 30 ปีแล้ว และยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นมาทดแทน จากการสำรวจโรงรมลำไยในพื้นที่เขตภาคเหนือมากกว่า 50 แห่งในโครงการนี้ พบว่าการรมแก๊สด้วยการเผาผงกำมะถันนั้นมีข้อเสียอยู่หลายประการ เช่น ต้องใช้ผงกำมะถันในปริมาณสูง มีความเสี่ยงจากการระเบิดเนื่องจากการเผาผงร่วมกับการใช้แก๊สอ๊อกซิเจน และการฟุ้งกระจายและการตกค้างของผงกำมะถันในผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการรม SO2 ด้วยระบบบังคับอากาศแบบแนวตั้งมามากกว่า 10 ปี เริ่มนำมาเผยแพร่ในเชิงการค้าเมื่อปี 2554 ก๊าซ SO2 ที่ใช้นำมาจากถังอัดความดัน (directly SO2 gas) เทคนิคนี้ใช้งานไม่ยุ่งยาก ควบคุมการปฏิบัติงานได้ง่าย แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการรมแก๊สค่อนข้างสูง ทำให้มีผู้ประกอบการใช้งานจำนวนน้อย ข้อดีของเทคนิคนี้จะช่วยให้ปริมาณก๊าซ SO2 ที่ถูกคำนวณในการใช้งานสามารถเข้าไปสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ได้อย่างทั่วถึงเต็มประสิทธิภาพ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความสม่ำเสมอและสามารถควบคุมปริมาณสารตกค้างให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (น้อยกว่า 50 ppm ในเนื้อลำไย) ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ จึงควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการที่ผู้ประกอบการลำไยสดส่งออกที่มีเข้าใจในเทคโนโลยีการรม SO2 และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานให้มีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม

โครงการนี้ จึงได้พัฒนานโยบายสาธารณะและแผนกลยุทธ์เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีการรมแก๊ส SO2 แบบบังคับอากาศแนวตั้งให้เกิดการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้นร่วมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลักดันเทคโนโลยี ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการโรงรมลำไย หน่วยงานภาครัฐด้านวิชาการและการพาณิชย์ ผู้จัดจำหน่ายแก๊ส SO2 ผู้รับเหมาก่อสร้างโรงรม และผู้ตรวจประเมินรับรองโรงรมลำไย ได้มีส่วนในการพัฒนานโยบายสาธารณะและแผนกลยุทธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

วัตถุประสงค์ของโครงการ
เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะและแผนกลยุทธ์ ของการใช้นวัตกรรมการรม SO2 ระบบบังคับอากาศแนวตั้งให้ไปสู่การใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้น วิเคราะห์การปรับปรุงเทคโนโลยี SO2 ที่ตอบสนองต่อผู้ใช้งานและนำไปสู่การพัฒนาแผนเชิงนโยบายที่ใช้ประโยชน์สาธารณะ

ผลลัพธ์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
จากการดำเนินโครงการ โดยสำรวจข้อมูลผ่านแบบสอบถาม สำรวจข้อมูลโดยการลงพื้นที่ จัดทำสัมมนาวิพากษ์นโยบายและแผนกลยุทธ์โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินงานเพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีการรมแก๊ส SO2 แบบบังอากาศแนวตั้ง แบ่งเป็น นโยบาย 3 ด้าน ร่วมกับแผนกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนจำนวน 7 แผน และโครงการภายใต้แผนกลยุทธ์จำนวน 13 โครงการ นโยบายและแผนกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถเป็นทางออกแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการผลักดันการใช้เทคโนโลยี ฯ โดยผู้ดำเนินงานได้คาดการณ์ว่าจะสามารถขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีการรมแก๊ส SO2 เพื่อยกระดับการส่งออกลำไยสดเป็นอาหารปลอดภัยได้ถึง 60 โรงรม ภายใน 3 ปี (ในระหว่างปี 2562-2565) โดยใช้งบประมาณปีละ 10 ล้านบาท รวม 3 ปีจำนวน 30 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการและกิจกรรมทั้งหมด 13 โครงการให้บรรลุเป้าหมาย

Copyright © 2018. All rights reserved.